น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ 100 วันสวรรคต ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’
ยามค่ำคืนของแผ่นดินไทยต้องปกคลุมด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เมื่อมีประกาศสำนักพระราชวังแจ้งข่าวการเสด็จสวรรคตของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยได้ประกาศในค่ำคืนของวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 01.58 น. ความว่า
“ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2562 เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่างๆ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่างๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป
สำนักพระราชวัง 24 ตุลาคม 2568”

ภายหลังการเสด็จสวรรคต เวลา 15.42 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ อัญเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลตามโบราณราชประเพณี ท่ามกลางความโศกเศร้าของพสกนิกรจำนวนมากต่างมาจับจองพื้นที่ตามเส้นทางที่ขบวนพระบรมศพเคลื่อนผ่าน



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตลอด 7 วัน รวมถึงพระราชพิธีครบ 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าอาลัย พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ คณะทูตานุทูตจากนานาประเทศ ตลอดจนประชาชนจากทุกภูมิภาค ต่างพร้อมใจกันเข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ






พระเกียรติคุณและพระราชจริยวัตรอันงดงามของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ คณะผู้แทนจากราชวงศ์และรัฐบาลต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงบุคคลสำคัญจากทั่วโลก ต่างส่งสารแสดงความเสียใจและเดินทางมาร่วมถวายความอาลัยอย่างเป็นทางการ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก มาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระโกศพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ถวายความอาลัย,

นายอภิชาติ สุดแสวง กงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเลโซโทประจำประเทศไทย ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งเลโซโท, นายลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสและอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์, เจ้าชายฟิลิพพ์แห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ พระอนุชาในเจ้าผู้ครองราชรัฐลิกเตนสไตน์ และเจ้าหญิงอิซาเบลแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์, นายเอเลียด คิปโชเก้ นักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เหรียญทองโอลิมปิก เป็นต้น

ตลอดระยะเวลาการประกอบพระราชพิธี ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำ เดินทางมาด้วยหัวใจเปี่ยมรักและศรัทธา กราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ภาพการก้มกราบอย่างพร้อมเพรียง คือภาพแทนใจของความรักและความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างพระองค์กับประชาชน

ตลอดกว่า 70 ปีแห่งการทรงงาน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรแห่งแผ่นดิน เคียงข้าง “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9” ในทุกย่างพระบาทของการเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกร พระราชหฤทัยของทั้งสองพระองค์หลอมรวมเป็นพลังแห่งความเมตตา ความเสียสละ และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับชีวิตประชาชนจากผืนดินที่แห้งแล้ง ไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ ทรงทุ่มเทพระวรกายในการธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย ทรงส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้แก่ราษฎร ยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก และทรงวางรากฐานการพัฒนาด้านสาธารณสุข การศึกษา และสังคมสงเคราะห์อย่างยั่งยืน พระราชกรณียกิจเหล่านี้ได้กลายเป็นมรดกอันล้ำค่าของแผ่นดิน
แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระมหากรุณาธิคุณยังคงสถิตอยู่ในหัวใจของพสกนิกรตราบนิจนิรันดร์

