พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เกื้อกูลราษฎร์อยู่ร่วมป่ารักษาชล

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชหฤทัยอ่อนโยน เปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงเอื้ออาทรต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์น้อยใหญ่มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงรักธรรมชาติ ทรงเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นานาประเทศยกย่องและสดุดีพระเกียรติคุณ

ครั้งเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ ภูพานราชนิเวศน์ ในตอนเย็นที่ทรงว่างจากพระราชภารกิจ มักจะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับพักพระราชอิริยาบถ ณ ลานดุสิตาใกล้พระตำหนักเสมอ อันเป็นลานที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด

ครั้นเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสภูหลวง จังหวัดเลย ทรงเล่าถึงทิวทัศน์และกล้วยไม้รองเท้านารี พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2526 ความตอนหนึ่งว่า

“… เพราะว่าทราบดีว่า รองเท้านารีชนิดนี้ไม่ขึ้นที่ไหนนอกจากบนภูหลวง หาไม่พบที่ไหนในประเทศไทย แล้วก็บนภูหลวงเรานี่มีฤดูใบไม้ร่วงด้วย อย่างจะเห็นใบเมเปิ้ลสีแดงนี่แดงฉานก่อนที่เขาจะร่วงลงมา และน้ำตกนี่แหละ คือคุณสมบัติของป่า ที่เราต้องมีป่าเอาไว้ก็เพื่อช่วยบรรยากาศให้มีความสมดุลกัน ฝนลงถูกต้องตามฤดูกาล การที่เราตัดป่าไม้กันหมดนี่ ไม่ใช่ทำให้ไม้หมดจากป่าไปเท่านั้นนะ มันหมายถึงเราทำลายสภาพบรรยากาศข้างบนด้วย”

แม้จะเป็นพระราชดำรัสสั้นๆ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความช่างสังเกตและพระราชอัจฉริยภาพด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่เป็นอย่างมาก ดังที่ทรงสามารถแยกแยะและระบุประเภทได้ว่าพันธุ์ไม้ชนิดใด จะพบที่แห่งใด เป็นต้น

เสด็จพระราชดำเนินหาดทรายใหญ่

ความรักและห่วงใยในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าเป็นทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ทำให้พระองค์สนับสนุน ส่งเสริม ฟื้นฟูธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ตลอดจนปลูกฝังและให้ความรู้แก่พสกนิกรในเรื่องดังกล่าวเสมอมา ทั้งก่อตั้งโครงการในพระราชดำริเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังสะท้อนผ่านพระวิริยะในการการอนุรักษ์พื้นที่ “หาดทรายใหญ่” บ้านเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เดิมบริเวณดังกล่าวเคยเป็นพื้นที่ป่า ต่อมาถูกรุกล้ำด้วยการเกษตรจนดินหมดธาตุอาหารและถูกทิ้งร้างไป

ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพบเห็นว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็น “พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในภาคกลางของประเทศไทย” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแปรสภาพพื้นที่ดังกล่าวมาเป็น “สวนป่าหาดทรายใหญ่” ให้ราษฎรได้ศึกษาเป็นตัวอย่าง

นับจากเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ทรงเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่” โดยมีพระราชประสงค์ให้พื้นที่กลายเป็นพื้นที่ตัวอย่างในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่า แหล่งน้ำ ดิน สัตว์ป่า และสัตว์น้ำ เพื่อให้ราษฎรเห็นว่า การฟื้นฟูที่ดินที่เสื่อมโทรมแห้งแล้งให้กลับมาเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์นั้นสามารถทำได้อย่างถูกวิธี

โครงการพระราชดำริ สวนหาดทรายใหญ่ต่างจากโครงการอื่น ๆ ตรงที่ว่าที่ดินหาดทรายใหญ่มีชื่อโฉนดเป็นของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงซื้อมาด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่จึงเป็นโครงการส่วนพระองค์โดยแท้จริง

พื้นที่บริเวณ “โครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่” จึงกลายเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพระราชดำริให้มีการปลูกต้นไม้ทดแทนขึ้นใหม่ ทั้งยังมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์และพืช จนนำไปสู่โครงการเสริมในการจัดตั้ง “โครงการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายาก” ขึ้นที่สวนหาดทรายใหญ่ ได่แก่ กวาง เก้ง เนื้อทราย ไก่ฟ้า ไก่ป่า เป็นต้น

ณ ปัจจุบัน โครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่ ยังถือเป็นพื้นที่ปลูกป่าเรียนรู้วิธีทางธรรมชาติที่สำคัญตามแนวพระราชดำริ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ทรงปล่อยเต่าทะเลที่ชายหาดบริเวณพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2537

โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล จังหวัดระยอง เกิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะเต่าทะเลซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2522 โดยได้พระราชทานเกาะมันใน จังหวัดระยอง ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นได้ถวายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ให้ใช้เป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล พระราชทานชื่อว่า “โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนจากกรมประมงเข้าเฝ้ารับพระราชทานพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เต่าทะเล เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยและขยายพันธุ์ต่อไป

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยชีววิทยาของเต่าทะเล การอนุรักษ์ และเพิ่มจำนวนเต่าทะเลโดยการเพาะขยายพันธุ์ ก่อนปล่อยกลับคืนสู่ทะเลตามธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่จะนำไข่เต่าทะเลจากเกาะคราม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ มาทำการเพาะฟักและอนุบาล เมื่อลูกเต่ามีอายุประมาณ 6 เดือน จะมีการติดเครื่องหมายเพื่อติดตามผล จากนั้นจึงนำไปปล่อยคืนสู่ทะเล ขณะที่บางส่วนจะเก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการเพาะเลี้ยงรุ่นต่อไป

พื้นที่ของโครงการมีขนาดประมาณ 137 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นชายฝั่งยาวประมาณ 1,200 เมตร กว้าง 550 เมตร ประกอบด้วยหาดทรายและโขดหินน้อยใหญ่จำนวนมาก เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเล ทั้งเต่ากระและเต่าตนุ สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแห่งนี้อยู่ในความดูแลของกรมประมง มีภารกิจสำคัญในการศึกษาวิจัยและดูแลการเพาะฟัก การผสมพันธุ์ การวางไข่ การอนุบาลลูกเต่า และการป้องกันโรค รวมถึงศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเต่าทะเล เพื่อให้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากงานด้านเต่าทะเลแล้ว โครงการยังขยายผลไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลชนิดอื่น ๆ เช่น การศึกษาการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของปะการัง การฟื้นฟูแนวปะการัง การเพาะเลี้ยงหอยมือเสือและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ตลอดจนการศึกษาพฤติกรรมและถิ่นอาศัยของพะยูน รวมถึงสำรวจแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล จังหวัดระยอง ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถเพาะพันธุ์เต่าทะเลได้เองและปล่อยคืนสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย อันสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยและทรงอุทิศพระองค์เพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติให้คงอยู่กับแผ่นดินไทยสืบไป

นอกเหนือจาก “โครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่” พระราชปณิธานในการจะคืนชีวิตให้แก่ป่ายังเป็นสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ความสนพระราชหฤทัยดังพระราชปรารภ ที่ว่า “… พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ” นำไปสู่โครงการ “ป่ารักน้ำ” ที่มีพระราชประสงค์ในการพลิกฟื้นพื้นที่ป่าหมดสภาพจากการรุกล้ำของการเกษตรเชิงเดี่ยวให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง

การอนุรักษ์พื้นดินให้กลับไปสู่สภาพดินที่เหมาะสมจึงเป็นเป้าประสงค์แรกตามแนวทางในพระราชดำริ เพราะ “ป่า” กับ “ดิน” นั้นสัมพันธ์กัน การปลูกป่าประสมกับการทำเกษตรกรรมประสานเพื่อให้พื้นดินกลับขึ้นมามีความอุดมสมบูรณ์จึงเป็นสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใส่พระราชหฤทัยเสมอ ดังสะท้อนผ่านโครงการ “ป่ารักน้ำบ้านถ้ำติ้ว” อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร / “ป่ารักน้ำบ้านหนองไผ่” อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงริเริ่มตั้งขึ้นเป็นแห่งแรก ณ บ้านห้วยไม้หก ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกหลายโครงการยังสะท้อนให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันของ “คน” และ “ธรรมชาติ” นั้น เป็นสิ่งที่สมเด็จท่านฯ ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง ดังสะท้อนผ่านโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ที่มีพระราชประสงค์ “…ให้ป่าอยู่กับคนได้ คนอยู่กับป่าได้ โดยไม่มีการทำลาย”

พระราชดำรัสบางช่วงบางตอนยังสะท้อนถึงความเข้าพระราชหฤทัยในวิถีของคนกับป่าและชนพื้นเมืองที่อยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน ดังความว่า “… ความจริงชาวเขา เขาเดินอยู่ในป่าในเขา ก่อนที่พวกเราจะเข้าไปเสียอีก เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจเขา เราต้องช่วยเขา จะไปห้ามเขา ไปกวาดต้อนเขาลงมาอยู่พื้นล่างนั้น เขาอาจลำบาก ทำมาหากินยาก ดังนั้น จึงควรหาโครงการอะไรสักอย่างที่จะให้เขาอยู่กับที่ ไม่ขยายตัวโดยหาอะไรให้เขาทำ”

ด้วยพระราชดำริดังกล่าว จึงเป็นที่มาของโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่งมีความหมายว่า “คนจะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างกลมกลืน โดยคนจะเป็นผู้รักษาป่า” และ “คนที่อยู่กับป่าจะได้เกื้อกูลซึ่งกันและกัน” อย่างเหมาะสม

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ฯ ที่บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ได้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ชาวไทยภูเขา โดยยึดแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โครงการรับผิดชอบดูแลจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนสิ่งที่จำเป็นสำหรับเป็นต้นทุนในการดำรงชีพให้แก่ราษฎร จำนวน 20 ครอบครัว จาก 4 ชนเผ่า คือ เผ่าเย้า เผ่าอาข่า เผ่ามูเซอ และเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งทุกชนเผ่าอยู่รวมกันในพื้นที่ ประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 25,000 ไร่

แปลงนาแบบขั้นบันไดที่จัดสรรให้ครอบครัวละประมาณ 4 ไร่ ทำให้ชาวไทยภูเขามีข้าวพอกิน และมีพื้นที่ครัวเรือนที่เน้นให้ชาวบ้านปลูกพืชผักหรือทำการเกษตรที่ปลอดสารพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผักสดของบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ บ้านหนองห้า เป็นที่ต้องการของตลาด นับเป็นการเพิ่มรายได้ทางหนึ่ง

นอกจากนั้น โครงการในพระราชดำริฯ ตามแนวทางอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาตินั้นยังมีอีกมาก ทั้งยังปรับประยุกต์ไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ในยุคสมัยที่มีการตัดไม้ทำลายป่ากันมากยิ่งขึ้น ด้วยเกรงว่าพรรณไม้ท้องถิ่นจะสูญหายไป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมีพระราชประสงค์ในการสร้างพื้นที่รวบรวมพรรณไม้ป่าของไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ไว้อย่างครบครัน นำไปสู่การสร้างสวนรวมพรรณไม้ในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ ใน พ.ศ. 2535 ได้พระราชทานนามพื้นที่สวนป่าเหล่านั้นเป็นมงคลนามว่า “สวนป่าสิริกิติ์” ซึ่งมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย

โครงการต่าง ๆ ที่กล่าวมาจึงสะท้อนให้เห็นถึงพระวิริยะและอุตสาหะ ผนวกกับความเอาพระราชหฤทัยใส่ในการอนุรักษ์ไว้ซึ่งมรดกทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยอย่างแจ่มจัด สมดังพระราชปรารภ ที่ว่า “… พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า” อย่างแท้จริง

พระราชกรณียกิจ

Scroll to Top