พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ทรงหนุนนำศิลป์ล้ำค่าปรากฏชน
“พอหมดหน้านา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายตีเหล็ก” เป็นคำกล่าวโบราณของไทยสะท้อนให้เห็นว่าการทอผ้าสัมพันธ์กับชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งการทอผ้ายังเป็นเรื่องของผู้หญิงที่กิจวัตรปฏิสัมพันธ์กับการผลิตเครื่องนุ่งห่มมาแต่โบราณ
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่านการเข้ามาของอิทธิพลตะวันตก นับแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ส่งผลในการแต่งกายของชาวสยามเปลี่ยนแปลงไปอย่างตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะที่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลในสมัยนั้นได้รณรงค์อย่างจริงจังให้คนไทยแต่งกายแบบสากล ให้สตรีเลิกนุ่งโจงกระเบนและเปลี่ยนเป็นนุ่งกระโปรงแทน ส่งผลให้การแต่งกายของสตรีในเมืองอย่างกรุงเทพฯ นิยมการแต่งกายตามแบบสากลนิยมไปด้วย
ครั้งถึงราว พ.ศ. 2490 อันเป็นช่วงปีที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งดำรงพระยศเป็นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เสด็จกลับมาประเทศไทยในฐานะพระคู่หมั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงของวิถีการแต่งกายของชาวไทยที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นอย่างชัดเจน จึงทรงริเริ่มเป็นแบบอย่างในการแต่งกายด้วยการทรงพระภูษาซิ่นไหม ซิ่นมัดหมี่บ้าง
จนกระทั่งเมื่อราว พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ครั้นเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงเล็งเห็นชัดว่าสตรีไทยในเวลานั้น ยังไม่มีชุดไทยเป็นชุดประจำชาติเหมือนกับชาติอื่น ๆ เช่น สตรีอินเดียมีชุดส่าหรี สตรีญี่ปุ่นมีชุดกิโมโน

พุทธศักราช 2507 สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงและสมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะทรงเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นช่วงปีแรกที่มีการเผยแพร่ “ชุดไทยพระราชนิยม”
พระองค์จึงริเริ่มการประดิษฐ์ชุดประจำชาติขึ้นมาจากการสอบถามผู้รู้และมีประสบการณ์ ผนวกกับการศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์อย่างถี่ถ้วน ทำให้ได้มาซึ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม” 5 แบบแรกที่มีเผยแพร่ครั้งแรกใน พ.ศ. 2507 ได้แก่ 1. ชุดไทยเรือนต้น 2. ชุดไทยจิตรลดา 3. ชุดไทยอมรินทร์ 4. ชุดไทยบรมพิมาน 5. ชุดไทยจักรี

ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น
ความนิยมในชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 5 นั้นกระจายไปสู่การเป็นเครื่องแบบของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสายการบินและภาคธุรกิจการโรงแรม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสร้างสรรค์ขึ้นอีก 3 แบบ ได้แก่ 6. ชุดไทยดุสิต 7. ชุดไทยจักรพรรดิ 8. ชุดไทยศิวาลัย รวมทั้งสิ้น 8 แบบ ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐานของชุดประจำชาติสืบมา
นอกจากการคิดค้นและสร้างสรรค์ชุดประจำชาติขึ้นมาแล้ว ผ้าทอพื้นเมืองซึ่งกระจายอยู่ตามภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน นั้นเป็นสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสนับสนุนเรื่อยมา เช่น ผ้าลายดอกพิกุล ลายดอกมะลิ ลายราชวัตรของภาคใต้ ผ้าลายปักต่าง ๆ ของภาคเหนือ รวมถึงผ้ามัดหมี่และผ้าขิดลายต่าง ๆ ของภาคอีสาน ทรงส่งเสริมการประกวดผ้าแบบโบราณที่ผลิตขึ้นใหม่ ทำให้การทอผ้าของไทยได้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้งและเป็นที่นิยมแพร่หลาย

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เหล่านาฏศิลปินเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

เสด็จพระราชดำเนิน ไปทอดพระเนตรการแสดงโขนธรรมศาสตร์ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความสนพระทัยในศิลปวัฒนธรรมไทยยังสะท้อนผ่านพระราชกรณียกิจในด้านอื่น ๆ เช่น การดนตรีและนาฎศิลป์ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญที่แสดงออกถึงความเป็นไทย ทั้งยังเป็นเครื่องนำทางสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกหมู่เหล่าเกิดความภูมิใจในวัฒนธรรมไทย มีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเมื่อพระองค์ได้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า “โขน” ซบเซาลง จึงมีพระราชเสาวนีย์ว่า “ถ้าไม่มีใครดู ฉันจะดูเอง”

วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทอดพระเนตรการแสดงโขน ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ชุด ศึกมัยราพณ์ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระองค์ได้ให้กรมศิลปากรจัดการแสดงถวายทอดพระเนตร ในวโรกาสที่ทรงแปรพระราชฐานไปประทับ ณ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยการแสดงในครั้งนั้นเป็นตอน “นิ้วเพชร” และ “พระรามรบทศกัณฐ์” การแสดงในครั้งนั้นนำมาซึ่งข้อเท็จจริงว่าโขนของกรมศิลปากรได้รับงบประมาณประจำปีน้อยมากในเรื่องการสร้างเครื่องแต่งกาย จึงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 300,000 บาท ให้กรมศิลปากรนำไปปรับปรุงและพัฒนาเครื่องแต่งกายต่อไป

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568

พระราชกรณียกิจในครั้งนั้นจึงนับเป็นหมุดหมายแรกของการส่งเสริมกิจการ “โขน” ให้รุ่งเรืองสืบมา นำไปสู่การพัฒนาและจัดแสดง “โขนพระราชทาน” ขึ้นใน พ.ศ. 2550 ในตอน “พรหมมาศ” โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับล้นหลามทั้งคนรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ โดยในปัจจุบันมีเยาวชนจำนวนมาก เข้าร่วมฝึกฝนในการแสดงโขนศิลปาชีพพระราชทานนี้
อนึ่ง การส่งเสริมกิจการนาฎศิลป์ ยังดำเนินผ่านไปยังการจัดแสดงโขนในวาระพิเศษ ดังเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนสาธาณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ทรงจัดการแสดงที่บอกเล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปวัฒนธรรมของไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพระราชทานแก่เจ้าภาพ
การแสดงทุกชุดล้วนยิ่งใหญ่สวยงามตระการตา เช่น การฟ้อนดวงเดือนตามพระราชนิยม การแสดงวิวัฒนาการเครื่องแต่งกายของคนไทยในแต่ละสมัยตั้งแต่สุโขทัยจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการแสดงที่ปรับประยุกต์ศาสตร์ของโขนมาใช้อย่างการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือการแสดงกวนเกษียรสมุทร ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการแสดงชุดนี้ขึ้นมาด้วย
การแสดงในครั้งนั้น จึงนับเป็นการประกาศศักดิ์ศรีความเป็นไทยผ่านงานอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมให้ขจรขจายออกไปในระดับกว้าง โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นผู้ทรงริเริ่มด้วยพระองค์เอง
ที่มา
- หนังสือรัตนราชินีศรีประเทศ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ พุทธศักราช 2547
- สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)