พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เทิดสัมฤทธิ์ศิลปาชีพไทย
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระดำริเริ่มโครงการต่าง ๆ ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรของพระองค์ให้ดีขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ย่อมเล็งเห็นถึงปัญหาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรในชนบทที่พระองค์ประสบพบเช่นกัน ดังสะท้อนผ่านพระราชดำรัสของพระองค์ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2535 ถึงการริเริ่ม “งานศิลปาชีพ” ความว่า “… การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตนเองได้ในเบื้องต้น ทั้งนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด เป็นต้น ทำให้ชาวนาชาวไร่มักยากจน” พระวิริยะในอันเป็นพระราชปณิธานเช่นนี้ จึงพัฒนาไปสู่การก่อตั้งงาน “ศิลปาชีพ” อย่างจริงจังในเวลาต่อมา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถวายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร
ปีพุทธศักราช 2506 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่านั้นยากจน ผู้ชายมักทำการประมง ผู้หญิงมักเก็บหอยมาแกะเนื้อขายได้เงินไม่มากนัก จึงทรงชักชวนให้ราษฎรในพื้นที่หันมาทอผ้าจำหน่าย โดยทรงจัดหาทั้งครู อุปกรณ์ มาให้แก่ราษฎรเพื่อช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โครงการทอผ้าถาวรที่เขาเต่าจึงนับเป็นหมุดหมายตั้งต้นก่อนที่งานศิลปาชีพจะกระจายออกไปทั่วภูมิภาคในเวลาต่อมา

ทอดพระเนตรโรงงานทอผ้าที่หมู่บ้านเขาเต่า
13 พฤศจิกายน 2515 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดผ้าพระกฐินต้น ณ วัดธาตุประสิทธิ์ หมู่ที่ 4 ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ในโอกาสดังกล่าวได้มีราษฎร 6 คน ที่รอรับเสด็จ ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าไหมแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อทอดพระเนตรเห็นผ้าไหมมีลวดลายสวยงาม และมีความเป็นเอกลักษณ์ พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัย

13 พฤศจิกายน 2515 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดผ้าพระกฐินต้น ณ วัดธาตุประสิทธิ์ ตำบลนาหว้า จังหวัดนครพนม ในโอกาสดังกล่าวได้มีราษฎรที่รอรับเสด็จ ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าไหมแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
“…เมื่อข้าพเจ้าเห็นเขามารับเสด็จ เห็นผ้านุ่งที่เขาใส่สวยงามเสียเหลือเกิน เป็นไหมมัดหมี่ แล้วเขาก็นั่งกับพื้นอยู่อย่างนั้นก็ถามว่านี่ทำเอง เขาก็บอกว่าทำเอง เขาเลี้ยงไหมเองที่บ้าน คนละกี่กระด้ง 20 – 30 กระด้ง แล้วมีผ้าขาวบาง ๆ ปิดเท่านั้นเอง และหม่อนกับต้นหม่อนก็เป็นต้นไม้ที่ทนแล้งได้ อย่างข้าวไม่สามารถทนแล้งได้ แต่หม่อนนี่ถึงจะอย่างไรก็ทนแล้งได้ เป็นต้นไม้ที่เหมาะสมกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือจริง ๆ เมื่อข้าพเจ้าเห็นดังนั้น เห็นความสามารถ ความสวยของมัดหมี่ ก็เลยบอกกับเขาว่า ขอให้พี่น้องทอนี่ ให้ฉันใส่ได้ไหม จะขอซื้อ เขาบอกได้ เต็มใจ เขาก็ทอให้ นั่นล่ะ เป็นการตั้งต้นศิลปาชีพ”

13 พฤศจิกายน 2515 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดผ้าพระกฐินต้น ณ วัดธาตุประสิทธิ์ ตำบลนาหว้า จังหวัดนครผลงาน “วัดธาตุประสิทธิ์ บ้านนาหว้า” กลุ่มทอผ้าไหม “กลุ่มแรก” ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพนม ในโอกาสดังกล่าวได้มีราษฎรที่รอรับเสด็จ ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าไหมแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งและส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมของอำเภอนาหว้าให้เป็น “กลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรก ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 และทรงมอบหมายให้ราษฎรที่รอรับเสด็จทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นช่างทอผ้าอยู่แล้ว ให้ทอผ้าไหมเพิ่มขึ้นอีก คนละ 6 ผืน
ต่อมา เมื่อได้ทอดพระเนตรผ้าไหมที่ทอขึ้นใหม่แล้ว พระองค์ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้เพิ่มจำนวนผ้าไหมที่ทอขึ้นใหม่ และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นประจำ เดือนละหนึ่งครั้ง หรือสองเดือนหนึ่งครั้ง โดยทรงมอบหมายให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ราชเลขานุการในพระองค์เป็นผู้ประสานงาน และออกเยี่ยมกลุ่มช่างที่ทอผ้าไหมเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างใกล้ชิด

นับจากนั้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ราชเลขานุการของพระองค์ออกติดตามความคืบหน้าของการทอผ้าไหมมัดหมี่อย่างใกล้ชิด จนสามารถพัฒนาคุณภาพให้ดีและเป็นที่ต้องการของประชาชนทั่วไป

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ งานหัตถกรรม “ย่านลิเภา” ไม่เพียงเป็นศิลปะ ชั้นเยี่ยมของชาวไทยเท่านั้น ชื่อเสียงของย่านลิเภาได้ขจรไปทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา ยังนับเป็นเครื่องจักสานที่เกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างแท้จริง เพราะพระองค์มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมอาชีพจักสานย่านลิเภาให้เกิดขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส ดังที่พระองค์ทรงเล่าเรื่องย่านลิเภาพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ความว่า
“… ย่านลิเภานี้เป็นศิลปะเก่าแก่ของบรรพบุรุษของเรา แล้วก็วัตถุดิบก็เกิดขึ้นเองภายในประเทศ คือทางภาคใต้ที่ฝนมาก ตัวย่านลิเภานั่นก็คือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นเองรกโดยธรรมชาติใต้ต้นยาง ใต้สวนยาง ปิดดินให้ชุ่มชื่น และที่ภาคใต้ใช้ได้ดี เพราะว่าฝนตกมากทำให้เกิดความเหนียว ทำให้เส้นเหนียว แล้วก็อยู่ได้เป็นร้อยปี … ถ้าแม้นว่าทิ้งให้แก่กับต้นแล้วใยของเขาจะเหนียวอยู่ได้เป็นร้อยปี โดยที่ไม่มีตัวแมลงมากัดกินเลย เพราะฉะนั้นเรียกว่าพูดได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเมืองไทย”
ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและเข้าใจสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเฉพาะถิ่น จึงทำให้พระองค์สามารถปรับประยุกต์คุณค่าและทรัพยากรในท้องถิ่นสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรผ่านสินค้าและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ย่านลิเภาจึงนับเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาของ พัฒนาคนและประชาชนภายในประเทศอย่างแท้จริง

ณ ปัจจุบัน โครงการ “ศิลปาชีพ” ได้พัฒนาไปหลากหลายทิศทางมากขึ้น กระทั่งเกิดการตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์” ขึ้นใน พ.ศ. 2519
ต่อมาด้วยผลงานและคุณประโยชน์ของมูลนิธิอันเป็นที่ประจักษ์ รัฐบาล ณ เวลานั้น จึงได้รับมูลนิธิเข้ามาเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยตั้งเป็น “กองศิลปาชีพ” ขึ้นในสำนักราชเลขาธิการเมื่อ พ.ศ. 2528
และเมื่อ พ.ศ. 2531 ด้วย “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษฯ” มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นที่หันมาประกอบงานศิลปาชีพเป็นอาชีพหลัก ผนวกกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะ พระสติปัญญา พระกำลังทุกประการเพื่อมูลนิธิฯ มิใช่เพียงพระราชทานพระบรมราชินูปถัมภ์เหมือนมูลนิธิอื่น ๆ จึงเห็นสมควรในการเปลี่ยนเป็น “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ที่เราทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน


พระราชประสงค์ในการสร้างงานและสร้างอาชีพจากโครงการศิลปาชีพได้ขยายผลไปถึงการจัดตั้ง “โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา” ขึ้นในเวลาต่อมา โดยมีการเปิดสอนวิชาศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ ถึง 26 แผนก ยกตัวอย่างเช่น แผนกถมเงินถมทอง / แผนกจักสานย่านลิเภา / แผนกจักสานไม้ไผ่ / แผนกสานเสื่อกระจูด / แผนกแกะสลักไม้ / แผนกทอผ้าไหม / แผนกทอผ้าไหมแพรวา / แผนกตัดเย็บผ้า / แผนกทอพรม / แผนกงานปั้น / แผนกเขียนลาย / แผนกเครื่องปั้นดินเผา / แผนกประดับมุก / แผนกลงยาสี / แผนกดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นต้น


ในภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านสานเสื่อกระจูดและเสื่อเตย โปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดเสื่อ ทั้งเสื่อโบราณและเสื่อสานใหม่ โดยพิจารณาลวดลาย การให้สี และความประณีตของฝีมือ

ในภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านสานเสื่อกระจูดและเสื่อเตย โปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดเสื่อ ทั้งเสื่อโบราณและเสื่อสานใหม่ โดยพิจารณาลวดลาย การให้สี และความประณีตของฝีมือ
สาขาและแผนกในงานศิลปาชีพที่มากมายและหลากหลายจึงสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและครอบคลุมในการพัฒนางานหัตถศิลป์และศิลปะ พร้อมไปกับการพัฒนาคน พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การฝึกฝนให้สมาชิกสามารถปรับประยุกต์ เรียนรู้งานช่างและประณีตศิลป์ในสาขาวิชาที่ตนเองสนใจและมีความถนัด เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและอาชีพจากการเรียนรู้เหล่านั้น มิใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสนับสนุนกำลังทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสนับสนุนศักยภาพบุคคลในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตในระยะยาวอีกด้วย อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง
ที่มา
- หนังสือรัตนราชินีศรีประเทศ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ พุทธศักราช 2547