พระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ สานถักทอพระเมตตา
ผลกระทบจากการพัฒนาย่อมมีผลเสียต่อสังคม ท่ามกลางยุคสมัยที่บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงสิ่งนี้เช่นกัน ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2503 เมื่อครั้งทรงเป็นประธานการประชุมสังคมสังเคราะห์ ครั้งที่ 1 ของกรมประชาสงเคราะห์ ความว่า
“… ในขณะที่ประเทศกำลังเร่งรัดสร้างสรรค์ความเจริญ จำเป็นต้องตระหนักถึงผลทางสังคมอันจะเกิดขึ้นและเตรียมที่จะรับปัญหานั้น ในเรื่องนี้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงข้อขัดข้องและความผิดพลาด น่าจะศึกษาบทเรียนที่ประเทศต่าง ๆ ได้รับในระยะการพัฒนาการ ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิตลอดจนผู้แทนและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานหรือองค์กรสถานศึกษาต่าง ๆ นั้น ก็ควรจะประสานงานสอดคล้องต้องกันเพื่อพัฒนางานในด้านนั้นให้เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ประชาชน ซึ่งเป็นกุศลบุญ ควรแก่การอนุโมทนา”

ทรงทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมกรรมการสภากาชาดคราวหนึ่ง
พระราชดำรัสในเรื่องการสังคมสงเคราะห์เมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้ว แสดงถึงความสนพระราชหฤทัยและความถี่ถ้วนรอบคอบในกิจการทั้งปวงที่หน่วยงานต่าง ๆ ควรจะต้องประสานกัน การศึกษาสังเกตการณ์ซึ่งได้ทรงถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การสังคมสังเคราะห์ในระยะต่อ ๆ มาจึงปรับเปลี่ยนจากการให้ เป็นความพยายามที่จะทำให้ราษฎรพึ่งพาตนเองได้ โดยอาศัยหลักวิชาความรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ มาปรับประยุกต์ให้เกิดประโยชน์
เมื่อมีการจัดตั้งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยขึ้นใน พ.ศ. 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมอยู่หลายครั้ง เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับโอกาสทางสังคมและผู้ยากจน จึงนำไปสู่การตั้ง “กองทุนพระราชทานช่วยเหลือการศึกษาเด็กยากจน” โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่งเป็นทุนริเริ่ม

พระราชปณิธานที่หวังจะเห็นพสกนิกรของพระองค์อยู่เย็นเป็นสุข จึงขยายผลไปสู่การรับเอามูลนิธิอีกจำนวนมากเข้ามาอยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เช่น มูลนิธิช่วยเด็กปัญญาอ่อน มูลนิธิคนหูหนวก มูลนิธิคนตาบอด สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนเป็นมูลนิธิและสมาคมใน “พระบรมราชินูปถัมภ์” ทั้งสิ้น
ครั้นเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลาง มักมีราษฎรมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ทำให้ทรงทราบว่าราษฎรในชนบทจำนวนมากยากจน มีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ และไม่สามารถที่จะหารายได้เพิ่ม ไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไขความเดือดร้อนด้วยตนเอง ขาดแคลนระบบสาธารณสุขและสุขอนามัยพื้นฐานที่ดี

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขและบรรเทาปัญหาสาธารณสุขอย่างยั่งยืน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงริเริ่มให้มีการจัดอบรมหมอหมู่บ้านแก่ราษฎรที่สมัครใจและมีความพร้อมจะทำหน้าที่ โดยเข้ารับการอบรมจากแพทย์ที่ทรงมอบหมายและเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย ราษฎรที่รับการคัดเลือกเข้าอบรม รุ่นละประมาณ 30-40 คน จะได้กลับไปแนะนำญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน และยังมีการแจกยาพระราชทานแก่หมอหมู่บ้านเพื่อให้นำไปรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วย

เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาอีกในปีต่อไป จะโปรดเกล้าฯ ให้เรียกตัวหมอหมู่บ้านไปทดสอบความสามารถและอบรมเพิ่มเติมอีก เพื่อให้แน่พระทัยว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ช่วยดูแลชาวบ้านจริง
โครงการหมอหมู่บ้านจึงเป็นไปโดยพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านสามารถรักษาดูแลอาการเจ็บป่วยกันเองได้ จากเดิมที่หวังพึ่งเพียงแต่หน่วยแพทย์ในคณะเสด็จพระราชดำเนินเพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นการแก้ปัญหาสาธารณสุขระยะยาวให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากกว่าหวังพึ่งพาการ “ให้” จากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจากพสกนิกรที่เจ็บทุกข์ได้ยากซึ่งพระองค์ทรงอาทรเป็นอย่างมาก กลุ่มผู้ทุพพลภาพ ยังนับเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอีกกลุ่มซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล็งเห็นศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านั้น ดังที่พระองค์ทรงพระราชทานความช่วยเหลือและทรงรับผู้ทุพพลภาพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยการสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้พิการให้ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนสำหรับผู้พิการทางการมองเห็น ทางเสียง เป็นต้น
นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้ทุพพลภาพ เช่น การฝึกอาชีพพระราชทานสอนการจักสานย่านลิเภาแก่ผู้พิการ ณ สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพ พระประแดงของกรมประชาสงเคราะห์ ให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ด้อยโอกาสได้รับการฝึกสอนทำย่านลิเภาที่มีน้ำหนักเบา เป็นงานที่นอนทำได้เหมาะสมต่อผู้พิการ ทั้งยังทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้อีกทางหนึ่ง จักสานย่านลิเภาที่ถูกผลิตออกมาโดยผู้พิการจึงเป็นดั่งเครื่องสร้างความภูมิใจและกำลังใจในชีวิตแก่ผู้พิการให้สู้ชีวิตต่อไป ในการนี้ พระองค์ยังได้พระราชทานเงินเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้พิการที่จักสานย่านลิเภาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีผู้พิการอีกกลุ่มหนึ่งที่พิการจากการสู้รบเพื่อป้องกันประเทศชาติ ได้แก่ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร นอกจากการเสด็จทรงเยี่ยมและติดตามอาการบาดเจ็บของทหารและตำรวจผู้ป้องกันชาติอย่างใกล้ชิด พระองค์ได้ทรงริเริ่มจัดตั้ง “มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อสงเคราะห์บุคคลเหล่านี้รวมทั้งครอบครัว โดยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2518 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานเงินทุนแรกเริ่มจำนวน 50,000 บาท รวมกับเงินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ อีก 50,000 บาท
ด้วยตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับสืบต่อจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทำให้งานรับผิดชอบเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ เคลื่อนย้ายมาอยู่ในความรับผิดชอบของพระองค์

พ.ศ. 2522 เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชา เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพความเป็นอยู่ของบรรดาผู้อพยพลี้ภัยชาวกัมพูชาที่จังหวัดตราด ทรงห่วงใยเด็กชาวกัมพูชาที่อพยพลี้ภัยเข้ามาทางชายแดน จังหวัดตราด จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ชงนมให้เด็กกินเป็นลำดับแรกและทรงควบคุมการชงนมด้วยพระองค์เอง
เมื่อครั้งเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นราว พ.ศ. 2522 ในประเทศกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยเข้ามาทางชายแดนของประเทศไทยหลายด้าน ทั้งฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด พร้อมกับรายงานจำนวนผู้อพยพประมาณ 40,000 คน ซึ่งล้วนตกทุกข์ได้ยากไม่มากก็น้อยด้วยกันทั้งสิ้น เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องการเงิน ค่าใช้จ่าย และกำลังบุคลากร อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าช่วยเหลือ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะสภานายิกาสภากาชาดไทยจึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 ทำให้พระองค์ได้ประจักษ์ชัดถึงความทุกข์ยากที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหา นับตั้งแต่การจัดหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานประเภทเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยา น้ำ และไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น รวมไปถึงการส่งเสริมการแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การจัดตั้งศูนย์ฝึกสอนอาชีพให้แก่ชาวกัมพูชาอพยพในศูนย์สภากาชาดไทย บ้านเขาล้าน ที่ตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ
จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาสงบลง ผู้อพยพบางส่วนได้เดินทางกลับ ศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้านจึงปิดลงเมื่อ พ.ศ. 2529 พระเกียรติคุณในการช่วยเหลือชาวกัมพูชาในครั้งนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ชาวโลก กระทั่งใน พ.ศ. 2533 ศูนย์ศึกษาการอพยพ องค์การสหประชาชาติได้ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย “รางวัลความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัย ประจำปี 1990” เพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงช่วยเหลือผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าประเทศไทยในครั้งนั้น

สายพระเนตรที่กว้างไกลและพระหทัยที่โอบเอื้ออาทรต่อมนุษย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาว เด็ก คนพิการ หรือกระทั่งคนต่างชาติ ต่างภาษา จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นผู้สนับสนุนและช่วยเหลือส่งเสริมมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ผ่านงานสาธารณสุขและการสังคมสงเคราะห์อย่างจริงจัง
ที่มา
- หนังสือรัตนราชินีศรีประเทศ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ พุทธศักราช 2547
- หนังสือ “๒๐ ปี ธนาคารสมอง พลังอาสาร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียม”มูลนิธิพัฒนาไท สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ